banner

world(2)

อย่าปล่อยให้ "โรคร้ายแรง" เซอร์ไพรส์เงินเก็บของคุณ


ชัญญาพัชญ์ อัครกิจวณิชย์ ที่ปรึกษาการเงิน AFPTTM

เมื่อพูดถึง“โรคร้ายแรง” หลายคนมักนึกถึง“โรคมะเร็ง” เป็นลำดับแรก ไม่มีใครอยากเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรงและคน ส่วนใหญ่ก็ยังคงคิดว่า ตัวเองแข็งแรง ไม่มีทางเจ็บป่วยและคงไม่โชคร้ายป่วยเป็นโรคร้ายแรงขนาดนั้นแน่ๆ

แต่จากข้อมูลของกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ปี 2566 พบว่า มีจำนวนผู้ป่วยโรคมะเร็งรายใหม่มีประมาณ 140,000 คนต่อปี และเสียชีวิตจากโรคมะเร็งประมาณ 83,000 คนต่อปี ที่สำคัญยังพบว่ามีอัตราการเกิดโรคมะเร็งในกลุ่มคนที่อายุน้อยเพิ่มขึ้นซึ่งอาจมาจากพฤติกรรมการกินและไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต ที่มีความเสี่ยงมากขึ้นรวมถึง    ความเสี่ยงด้านมลพิษทางอากาศจากฝุ่น PM 2.5 ด้วย

ความเสี่ยงด้านโรคมะเร็งจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปหากเป็นแล้วจะต้องมีค่าใช้จ่ายในการรักษาค่อนข้างสูงไม่สามารถประเมินได้ว่าจะต้องใช้เงินและใช้เวลาในการรักษาเท่าไหร่ เนื่องจากโรคมะเร็งต้องมีการรักษาต่อเนื่องจนกว่าอาการจะบรรเทาลง ขึ้นอยู่กับวิธีการรักษา ซึ่งบางครั้งต้องใช้วิธีการร่วมกันทั้งการผ่าตัด การใช้ยาเคมีบำบัด และการฉายรังสี ซึ่งขึ้นอยู่กับภาวะของร่างกายแต่ละคนอีกด้วย

ประมาณการค่าฉายรังสีในเวลาราชการสำหรับโรคมะเร็งที่พบบ่อย

Screenshot2024-05-27225635
ที่มา : สาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

จากตารางพบว่าเฉพาะค่าฉายรังสียังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ถือเป็นค่ารักษาที่ค่อนข้างสูงเลยทีเดียวการเตรียมความพร้อมรองรับความเสี่ยงสำหรับค่าใช้จ่ายด้านโรคร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตจึงจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อจะได้ไม่กระทบกับแผนการเงินในปัจจุบันและหลังเกษียณของเรา

ตัวอย่าง 

คนที่ 1 : อายุ 35 ปี ตรวจพบมะเร็ง ระยะที่ 2 ทำการรักษาโดยการผ่าตัดทำเคมีบำบัด และฉายรังสี ตามแนวทางการรักษาโดยใช้สิทธิประกันสังคม ในระหว่างการรักษามีค่าใช้จ่ายแฝงต่างๆ เกิดขึ้น เช่น ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าอาหาร และค่าใช้จ่ายหลังรักษาตัว ที่ต้องใช้ฟื้นฟูร่างกาย เคสนี้ไม่ได้ทำประกันสุขภาพและโรคร้ายแรงเอาไว้ จึงไม่มีวงเงินสำหรับใช้จ่ายนอกบิลค่ารักษาจากการเคลมประกันโรคร้ายแรง

หากสามารถกลับมาทำงานได้และพอมีรายได้นำมาใช้เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายนอกบิลก้อนนี้ แต่ถ้าหากวันหน้าหากกลับมาป่วยและทำงานไม่ไหว ก็ต้องใช้เงินเก็บที่มีเป็นค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาตัวเอง และยังต้องกังวลกับค่าใช้จ่ายในอนาคตซึ่งไม่รู้ว่าจะต้องใช้เงินอีกเป็นจำนวนเท่าไหร่จึงจะเพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาตัวอย่างต่อเนื่อง

คนที่ 2 : อายุ 38 ปี ตรวจพบมะเร็งระยะที่ 3 รับการรักษาแบบใช้ยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) เนื่องจากมีการวางแผนทำประกันสุขภาพและโรคร้ายแรงไว้แล้ว จึงสามารถเข้าถึงวิธีการรักษาที่ทันสมัยได้อย่างสบายใจโดยไม่ต้องกังวลถึงค่าใช้จ่ายหลักและ ค่าใช้จ่ายแฝงต่าง ๆที่ต้องใช้ระหว่างการรักษา และไม่ต้องห่วงว่าจะกระทบกับแผนการเงินในปัจจุบันและหลังเกษียณอีกด้วย

จะเห็นได้ว่าทั้ง 2 เคสดังกล่าว ถึงแม้จะสามารถเข้าถึงการรักษาโรคมะเร็งได้เหมือนกันแต่แตกต่างกันตรงการใช้สิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลจากประกันสังคม หรือจากประกันสุขภาพโรคร้ายแรงหากมีวงเงินค่ารักษาที่เพียงพอก็จะมีความสบายใจและมีกำลังใจในระหว่างการรักษา เพราะกำลังใจเป็นสิ่งสำคัญเปรียบเสมือนยาวิเศษที่ช่วยปลอบประโลมจิตใจของผู้ป่วยให้มีกำลังในการต่อสู้ฟื้นฟูร่างกายให้กลับมาแข็งแรงใช้ชีวิตได้ตามปกติอีกครั้ง

ดังนั้นการวางแผนจัดการความเสี่ยงด้านประกันสุขภาพและโรคร้ายแต่เนิ่น ๆ เพื่อรองรับค่ารักษาพยาบาลที่มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง นอกจากนี้หากเป็นผู้ป่วยโรคมะเร็ง ก็จะไม่มีโอกาสในการทำประกันสุขภาพและโรคร้ายแรงได้อีก หากเตรียมเงินเก็บไว้ไม่เพียงพออาจจะต้องถึงกับขายทรัพย์สินที่มีทั้งหมดเพื่อมาเป็นค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคร้ายแรงเพียงครั้งเดียวก็ได้ ดังนั้น อย่าปล่อยให้“โรคร้ายแรง” มาเซอร์ไพรส์เงินเก็บของตัวเอง

ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่ LINE@cfpthailand, สมาคมนักวางแผน การเงินไทย Facebook Fanpage และ www.tfpa.or.th